ปรับโครงสร้างหนี้บ้านคืออะไร? รวมวิธีลดภาระค่าผ่อน ดอกเบี้ยน้อยลง

/
/
ปรับโครงสร้างหนี้บ้านคืออะไร? รวมวิธีลดภาระค่าผ่อน ดอกเบี้ยน้อยลง

ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน คือ การเจรจาเงื่อนไขสัญญาเดิมกับธนาคารเพื่อลดภาระผ่อนชำระ ทั้งการยืดเวลา พักเงินต้น หรือลดดอกเบี้ย ช่วยให้สภาพคล่องกลับมาดีขึ้น

ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวน หลายคนอาจกำลังเผชิญกับปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน จนเริ่มส่งผลกระทบต่อการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายไปจนถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้บ้านเป็นทางออกสำคัญที่ควรรีบทำความเข้าใจ เพื่อแก้ไขเงื่อนไขการผ่อนชำระให้สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายของเราในปัจจุบัน แต่กระบวนการนี้มีรายละเอียดอย่างไร และมีทางเลือกแบบไหนที่เหมาะสมกับเราบ้าง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญเพื่อช่วยให้เราวางแผนรับมือและก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

สัญญาณเตือนที่ควรขอปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องรีบเดินเข้าหาธนาคารในทันที แต่การรอจนเกิดปัญหาหนี้เสียนั้นอันตรายเกินไป เราจึงจำเป็นต้องหมั่นสำรวจสุขภาพทางการเงินของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความไม่มั่นคง การขอปรับโครงสร้างหนี้บ้านตั้งแต่เนิ่น ๆ คือมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด ลองมาสำรวจกันว่ามีสัญญาณเตือนอะไรบ้างที่บอกว่าถึงเวลาต้องคุยกับธนาคารแล้ว

เมื่อรายได้ลดลงหรือภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

ความมั่นคงทางการเงินเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการถูกลดเงินเดือน การเปลี่ยนงานที่ทำให้รายได้น้อยลง หรือธุรกิจส่วนตัวที่ยอดขายตกลง ในขณะที่รายจ่ายประจำยังคงเท่าเดิม หรือบางครั้งอาจมีภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเข้ามาแทรก เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าเทอมลูก เมื่อสมดุลระหว่างรายรับและรายจ่ายเริ่มติดลบ ทำให้เงินสดหมุนเวียนในแต่ละเดือนเริ่มตึงตัว นี่คือสัญญาณเตือนแรกที่บ่งบอกว่าเงื่อนไขการผ่อนชำระแบบเดิมอาจจะไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ของเราอีกต่อไป

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าผ่อนไม่ไหว หรือจ่ายได้ไม่เต็มจำนวน

หากเราเริ่มต้องหยิบยืมเงินจากส่วนอื่นมาโปะค่างวดบ้าน หรือเริ่มจ่ายได้เพียงบางส่วน ไม่ครบตามยอดขั้นต่ำที่ธนาคารกำหนด สถานการณ์นี้บ่งชี้ถึงวิกฤตสภาพคล่องที่รุนแรง การปล่อยให้เหตุการณ์นี้ดำเนินต่อไปจะนำไปสู่การค้างชำระและดอกเบี้ยปรับที่พอกพูน การยอมรับความจริงว่าเรากำลัง “ผ่อนไม่ไหว” ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เราต้องหยุดวงจรการสร้างหนี้ใหม่ และหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างเป็นระบบกับเจ้าหนี้โดยทันที

วิธีปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

8 วิธีปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

เมื่อสำรวจปัญหาของตนเองได้แล้ว ขั้นตอนถัดมาคือการเลือกเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ธนาคารมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้เรายังสามารถรักษาบ้านเอาไว้ได้ โดยไม่ต้องปล่อยให้ถูกยึดทรัพย์ ต่อไปนี้คือ 8 วิธีปรับโครงสร้างหนี้ที่นิยมใช้กัน ซึ่งเราสามารถพิจารณาเลือกวิธีที่สอดคล้องกับแผนการเงินและความสามารถในการชำระหนี้ของเราได้มากที่สุด

1. ขยายระยะเวลาชำระหนี้

วิธีนี้เป็นเทคนิคพื้นฐานที่ช่วยลดภาระต่อเดือนได้ทันที โดยเราสามารถเจรจากับธนาคารเพื่อขอขยายระยะเวลาในสัญญากู้ให้นานขึ้น เช่น จากเดิมเหลือ 15 ปี ขยายออกไปเป็น 20 หรือ 30 ปี ทั้งนี้ ต้องไม่เกินเกณฑ์อายุผู้กู้ที่ธนาคารกำหนด การยืดเวลาออกไปจะทำให้ตัวหารจำนวนงวดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลดลง ช่วยให้เรามีเงินสดเหลือหมุนเวียนใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้คล่องตัวขึ้น แม้จะต้องแลกกับการจ่ายดอกเบี้ยรวมที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวก็ตาม

2. พักชำระเงินต้น

สำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงแต่คาดว่าเป็นเพียงระยะสั้น การขอพักชำระเงินต้นเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มาก โดยในช่วงระยะเวลาที่ตกลงกัน เช่น 6-12 เดือน เราจะชำระเพียงแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น ไม่ต้องจ่ายส่วนของเงินต้น วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อเดือนลงไปได้อย่างมาก เปิดโอกาสให้เราได้ตั้งหลัก หางานใหม่ หรือรอให้รายได้กลับมาเป็นปกติ ก่อนที่จะกลับไปผ่อนชำระเต็มจำนวนตามเดิม

3. ขอลดอัตราดอกเบี้ย

ดอกเบี้ยถือเป็นส่วนประกอบหลักของค่างวดบ้าน การเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นการลดชั่วคราวในช่วงวิกฤต หรือการปรับลดถาวร จะส่งผลโดยตรงต่อยอดผ่อนชำระ หากเรามีประวัติการผ่อนที่ดีมาก่อน ธนาคารอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยให้เพื่อให้เรายังสามารถผ่อนต่อได้ การลดดอกเบี้ยจะช่วยให้เงินที่เราจ่ายไปถูกนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น หรือช่วยให้ค่างวดโดยรวมลดลง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. เปลี่ยนประเภทหนี้

ในบางครั้งโครงสร้างหนี้ที่เรามีอยู่อาจไม่เอื้อต่อการผ่อนระยะยาว เราสามารถเจรจาเปลี่ยนประเภทหนี้เหล่านี้ให้กลายเป็นเงินกู้ระยะยาว (Term Loan) ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่าและมีกำหนดผ่อนชำระที่ชัดเจน หรือการรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยหลายสัญญาเข้าด้วยกัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการหนี้ทำได้ง่ายขึ้น และลดภาระดอกเบี้ยที่เกิดจากสินเชื่อประเภทหมุนเวียนได้

5. การรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์บ้านช่วยให้เราได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลให้ค่างวดผ่อนชำระต่อเดือนลดลง และประหยัดดอกเบี้ยรวมทั้งสัญญา ธนาคารใหม่จะทำการปิดบัญชีหนี้เดิมให้ และเราจะเริ่มต้นผ่อนกับที่ใหม่ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า ถือเป็นวิธีที่ช่วยลดภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืนวิธีหนึ่ง

6. ขอผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระ

หากเราเกิดการผิดนัดชำระหนี้ไปแล้ว มักจะมีเบี้ยปรับหรือดอกเบี้ยผิดนัดชำระเกิดขึ้นซึ่งมีอัตราที่สูง การปรับโครงสร้างหนี้เปิดโอกาสให้เราเจรจาในส่วนนี้ได้ โดยเราสามารถขอให้ธนาคารยกเว้นหรือลดหย่อนดอกเบี้ยค้างชำระเหล่านี้ หากเราสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผ่อนชำระใหม่ได้อย่างเคร่งครัด การประนีประนอมนี้จะช่วยหยุดยั้งไม่ให้ยอดหนี้พุ่งสูงจนเกินความสามารถในการจ่ายคืน และช่วยให้เรากลับมามีสถานะบัญชีปกติได้เร็วขึ้น

7. ปิดจบด้วยเงินก้อน

หากเราพอจะมีความสามารถในการหาเงินก้อนใหญ่มาได้ ไม่ว่าจะจากการขายสินทรัพย์อื่น หรือได้เงินโบนัส เราสามารถเจรจาขอปิดบัญชี หรือ “Haircut” กับธนาคารได้ โดยธนาคารอาจพิจารณาลดเงินต้นบางส่วนหรือยกเว้นดอกเบี้ยค้างชำระให้ เพื่อแลกกับการได้รับชำระหนี้คืนทั้งหมดในคราวเดียว วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำให้เราหมดภาระหนี้สินได้เร็วที่สุด แต่ต้องแลกมาด้วยการต้องมีเงินทุนสำรองจำนวนมากในมือเพื่อใช้ในการต่อรอง

8. ขอเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน

ในกรณีที่บ้านหรือหลักประกันของเรามีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงกว่ายอดหนี้คงเหลือ เราอาจขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมจากส่วนต่างนั้น (Top-up) เพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน หรือนำไปปิดหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงกว่า ลักษณะจะคล้ายกับการขอกู้เพิ่มเพื่อตกแต่ง หรือกู้ต่อเติมแต่เปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่อง การรวมหนี้ไว้ในสินเชื่อบ้านที่ดอกเบี้ยต่ำกว่า จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมต่อเดือนและเพิ่มกระแสเงินสดให้ครอบครัวได้

เคล็ดลับการวางแผนผ่อนบ้านจาก G H Bank

เราควรตรวจสอบสถานะการเงินอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจใช้ตารางผ่อนบ้านเพื่อคำนวณและวางแผนการตัดต้นตัดดอก การจ่ายโปะเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากยอดขั้นต่ำในวันที่เราไหว จะช่วยลดเงินต้นและระยะเวลาผ่อนได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ การมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่างวด จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยให้เราไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

เรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลผูกพันทางกฎหมายระยะยาว จึงไม่แปลกที่หลายคนจะมีความกังวลและมีข้อสงสัยมากมาย การทำความเข้าใจผลกระทบ เงื่อนไข และขั้นตอนต่าง ๆ ให้ถ่องแท้ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญาฉบับใหม่เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่าทางเลือกที่ทำไปนั้นจะเกิดผลดีที่สุดกับเราจริง ๆ เราจึงได้รวบรวมคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับปรับโครงสร้างหนี้มาตอบให้หายสงสัยกัน

การปรับโครงสร้างหนี้บ้าน ทำให้เสียประวัติเครดิตบูโรหรือไม่?

โดยปกติแล้วเมื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นทางการ สถานะในข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะมีรหัสระบุว่ามีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากการเป็นหนี้เสีย (NPL) โดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีการบันทึกประวัติ แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้ถูกฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม สถานะนี้อาจส่งผลต่อการขอสินเชื่อใหม่ ๆ ในระยะสั้น จนกว่าเราจะสามารถผ่อนชำระตามเงื่อนไขใหม่ได้เป็นปกติไประยะหนึ่ง สถานะบัญชีจึงจะกลับมาดูดีขึ้น

ถ้าเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปแล้ว ยังปรับโครงสร้างหนี้ได้ไหม?

ทำได้แน่นอน และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แม้ว่าสถานะจะเป็น NPL แล้ว ธนาคารก็ยังเปิดโอกาสให้ลูกหนี้เข้ามาเจรจาเพื่อหาวิธีปรับโครงสร้างหนี้หรือประนอมหนี้ ธนาคารส่วนใหญ่ไม่ต้องการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด แต่ต้องการให้ลูกหนี้กลับมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น หากเราแสดงความตั้งใจจริงและมีแผนการหารายได้ที่ชัดเจน ธนาคารยินดีที่จะพิจารณาเงื่อนไขใหม่ที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนจากหนี้เสียให้กลับมาเป็นหนี้ปกติอีกครั้ง

การยืดหนี้กับการรีไฟแนนซ์แตกต่างกันอย่างไร?

การยืดหนี้มักทำกับธนาคารเดิม โดยเน้นการขยายเวลาผ่อนให้นานขึ้นเพื่อลดค่างวด แต่อัตราดอกเบี้ยมักจะอิงตามสัญญาเดิมหรือสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ส่วนการรีไฟแนนซ์คือการย้ายหนี้ไปธนาคารใหม่ เพื่อจุดประสงค์หลักคือการได้ “ดอกเบี้ยที่ถูกลง” ซึ่งอาจจะมาพร้อมกับการยืดระยะเวลาด้วยก็ได้ ดังนั้นหากเครดิตยังดี การรีไฟแนนซ์มักให้ความคุ้มค่าเรื่องดอกเบี้ยมากกว่า แต่ถ้าเริ่มมีปัญหาผ่อนไม่ไหว การยืดหนี้กับที่เดิมอาจทำได้ง่ายกว่าและอนุมัติไวกว่า

สรุป การปรับโครงสร้างหนี้บ้าน

การปรับโครงสร้างหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยต่อลมหายใจและรักษาบ้านของเราไว้ในช่วงวิกฤต การยอมรับปัญหาและรีบแก้ไขคือทางออกที่ดีที่สุด หากเราเริ่มรู้สึกถึงความไม่แน่นอนทางการเงิน อย่าลังเลที่จะเดินเข้ามาปรึกษากับเรา ธอส. ธนาคารบ้านของคนไทย เราพร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีบ้านและสามารถผ่อนชำระได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป

หากคุณสนใจขอสินเชื่อบ้านจาก ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ >>> ได้ที่นี่

หรือติดต่อได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center : 0-2645-9000

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
-

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คุณ
อาจสนใจ

กฎหมายต่อเติมบ้านต้องเว้นระยะร่น 2 เมตร หากมีช่องเปิด ห้ามสร้างอาคารเต็มพื้นที่ต้องมีที่ว่าง 30% ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกและปรับ ศึกษาข้อห้ามก่อนต่อเติมที่นี่
ปรับโครงสร้างหนี้บ้าน คือ การเจรจาเงื่อนไขสัญญาเดิมกับธนาคารเพื่อลดภาระผ่อนชำระ ทั้งการยืดเวลา พักเงินต้น หรือลดดอกเบี้ย ช่วยให้สภาพคล่องกลับมาดีขึ้น
รวม 10 วิธีทำให้บ้านเย็นแบบธรรมชาติ ช่วยประหยัดค่าไฟได้จริง เช่น การติดตั้งฉนวน ปรับทิศทางลม และเลือกวัสดุคลายร้อนในบ้าน ให้ผู้อยู่อาศัยเย็นสบาย

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก
เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก
เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ค้นหาตาม Keyword เช่น การเงิน, การลงทุน, สินเชื่อ, บ้าน