เรื่องของภาระหนี้สินเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารจัดการให้ดี แต่บางครั้งเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อาจทำให้เราพลาดพลั้งสะดุดจนชำระค่างวดไม่ตรงเวลา สิ่งที่ตามมาคือดอกเบี้ยผิดนัดซึ่งหลายคนอาจจะกังวลว่ายอดจะบานปลายไปไกลแค่ไหน ข่าวดีก็คือปัจจุบันมีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ที่ช่วยให้ลูกหนี้ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกรายละเอียดว่ากฎหมายฉบับอัปเดตล่าสุดมีวิธีการคำนวณอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่ต้องรู้ไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเราเอง
ดอกเบี้ยผิดนัด คืออะไร
ดอกเบี้ยผิดนัด คือ เบี้ยปรับหรือค่าปรับรูปแบบหนึ่งที่เจ้าหนี้เรียกเก็บจากลูกหนี้ในกรณีที่ไม่มีการชำระหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา เพื่อเป็นการชดเชยค่าเสียโอกาสของเจ้าหนี้และเป็นกลไกกระตุ้นให้เรามีวินัยในการผ่อนชำระค่างวดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในอดีตมักจะสร้างภาระที่หนักอึ้ง แต่ปัจจุบันมีข้อบังคับที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากขึ้น
ดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

หากเปรียบเทียบการคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่กับเกณฑ์เดิม จะเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนในเรื่องของการลดภาระให้แก่ผู้กู้ โดยมุ่งเน้นความเป็นธรรมและป้องกันไม่ให้หนี้พอกพูนจนไม่สามารถจ่ายไหว ลองมาดูสรุปข้อแตกต่างสำคัญที่ปรับปรุงใหม่ดังต่อไปนี้
- ฐานการคำนวณ จากเดิมที่เคยคิดดอกเบี้ยปรับจากฐานเงินต้นคงค้างทั้งหมด (เช่น หนี้เหลือ 4 ล้านบาท ผิดนัดงวดเดียวก็ถูกคิดปรับจากยอด 4 ล้านบาท) ปัจจุบันปรับเปลี่ยนมาคิดเฉพาะ “เงินต้นของงวดที่ผิดนัดจริง” เท่านั้น ไม่เอายอดหนี้ในอนาคตที่ยังไม่ถึงกำหนดมารวม ทำให้ยอดเบี้ยปรับถูกลงอย่างเห็นได้ชัด
- อัตราดอกเบี้ย ในอดีตเพดานดอกเบี้ยปรับอาจพุ่งสูงไปถึง 15% – 22% แล้วแต่เงื่อนไขของเจ้าหนี้ แต่ตามเกณฑ์ใหม่ได้จำกัดให้บวกเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติในสัญญาได้ไม่เกิน 3% ต่อปี (เช่น หากดอกเบี้ยปกติคือ 7% อัตราที่ถูกปรับจะรวมแล้วไม่เกิน 10% ต่อปี) เพื่อไม่ให้เกิดการขูดรีดและสร้างภาระเกินควร
- ลำดับการตัดชำระหนี้ ระบบดั้งเดิมใช้วิธีตัดแบบเหมาเข่ง คือนำเงินที่จ่ายไปหักค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดก่อน ค่อยนำส่วนที่เหลือไปตัดเงินต้น ทำให้จ่ายเท่าไรเงินต้นก็แทบไม่ลด แต่ระบบใหม่จะใช้วิธีตัดชำระเรียงตามงวด เริ่มจากงวดที่ค้างนานที่สุด โดยเงินจะถูกนำไปเคลียร์ทั้งค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของงวดนั้น ๆ ให้จบไปทีละก้อน ช่วยให้เราเห็นยอดเงินต้นลดลงจริงและสามารถปลดหนี้ได้ไวขึ้น
วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่
สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดจะถูกนำมาประเมินด้วยรูปแบบใดบ้างนั้น การคำนวณจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหนี้ของเราคือใคร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความครอบคลุมและให้ความคุ้มครองได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กรณีที่ทำสัญญากับเจ้าหนี้ทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่น การกู้ยืมระหว่างบุคคล สัญญาเช่า สัญญาสร้างบ้าน หรือข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหาย) จะอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 (แก้ไขใหม่) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมีแนวทางดังนี้
- การกำหนดอัตราเบี้ยปรับ หากในสัญญาไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ ให้ใช้อัตราพื้นฐานที่ร้อยละ 3 ต่อปี และสามารถบวกอัตราเพิ่มกรณีผิดนัดได้อีกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยปรับร้อยละ 5 ต่อปี
- ข้อห้ามเรื่องดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย กฎหมายไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยทบต้น ในระหว่างช่วงเวลาที่ลูกหนี้เกิดการผิดนัดชำระ
- กรณีมีการระบุดอกเบี้ยในสัญญาชัดเจน สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดกฎหมายใหม่ได้ตามอัตราที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก แต่เพดานสูงสุดจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี
- การคิดจากฐานยอดค้างจริง ตามมาตรา 224/1 หากมีการตกลงผ่อนชำระเป็นงวดๆ การประเมินเบี้ยปรับจะต้องคิดจากเงินต้นของงวดนั้นๆ ที่ขาดส่งเท่านั้น ไม่สามารถนำยอดหนี้คงเหลือทั้งหมดมาเป็นฐานการคำนวณได้
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ในส่วนของการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ หรือผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล) จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเฉพาะที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคดังนี้
- คำนวณจากยอดงวดที่ค้างเท่านั้น กำหนดให้สถาบันการเงินประเมินดอกเบี้ยปรับเฉพาะจากฐานเงินต้นของงวดที่ขาดส่งจริงเท่านั้น ห้ามนำยอดหนี้ที่เหลือทั้งหมดมาเป็นฐานในการคำนวณเด็ดขาด
- เพดานการบวกอัตราดอกเบี้ย สถาบันการเงินสามารถบวกดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มจากอัตราดอกเบี้ยปกติในสัญญาได้ไม่เกินร้อยละ 3 ต่อปี (ยกตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ยบ้านปกติร้อยละ 7 ดอกเบี้ยเมื่อผิดนัดจะต้องไม่เกินร้อยละ 10)
- การตัดชำระหนี้แบบแนวนอน เมื่อเรานำเงินไปชำระค่างวด ระบบจะนำเงินก้อนนั้นไปตัดยอดค้างชำระของงวดที่ค้างนานที่สุดให้เสร็จสิ้นไปเป็นลำดับแรก โดยตัดทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมให้จบในงวดนั้น ๆ ก่อนจะเลื่อนไปตัดชำระในงวดถัดไป
วิธีป้องกันดอกเบี้ยผิดนัดไม่ให้หนี้บานปลาย
การทำความเข้าใจดอกเบี้ยผิดนัดกฎหมายใหม่เป็นสิ่งสำคัญ แต่ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างวินัยเพื่อไม่ให้เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ค้างชำระตั้งแต่แรก เราสามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้บานปลายและรักษาเครดิตทางการเงินที่ดีไว้ได้อย่างยั่งยืน
ตั้งแจ้งเตือนก่อนวันครบกำหนดชำระ
ความรีบเร่งในชีวิตประจำวันอาจทำให้เราหลงลืมวันครบกำหนดชำระค่างวดไปได้อย่างง่ายดาย วิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพคือการใช้สมาร์ตโฟนหรือแอปพลิเคชันปฏิทินตั้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 2-3 วันก่อนถึงดีลชำระเงิน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เรามีเวลาเตรียมตัว นำเงินฝากเข้าบัญชีได้อย่างครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการถูกคิดเบี้ยปรับเพียงเพราะความลืม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นพื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดี
ใช้ระบบหักบัญชีอัตโนมัติช่วยลดโอกาสลืมจ่าย
สำหรับคนที่มีภาระงานรัดตัวจนไม่มีเวลาทำรายการด้วยตัวเอง การผูกบัญชีเพื่อตัดยอดค้างชำระอัตโนมัติ (Direct Debit) ถือเป็นผู้ช่วยตัวฉกาจ เพียงแค่เรานำเงินเข้าบัญชีเงินเดือนหรือบัญชีหลักให้เพียงพอก่อนถึงกำหนด ระบบก็จะดำเนินการจัดการหักเงินอย่างตรงเวลาทุกเดือน ช่วยปิดประตูความเสี่ยงที่จะเกิดการล่าช้า และยังลดความยุ่งยากในการจำวันตัดรอบบัญชีของสินเชื่อหลาย ๆ ก้อนได้เป็นอย่างดี
วางแผนกระแสเงินสดสำหรับรายจ่ายประจำ
การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเรื่องเบสิกที่หลายคนมองข้าม แต่ความจริงแล้วการจัดสรรรายได้ทันทีที่เงินเดือนออก โดยกันส่วนที่เป็นหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายประจำคงที่ออกมาไว้ต่างหาก จะช่วยรักษาสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดให้เป็นระเบียบ เราจะรู้แน่ชัดว่าเหลือเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไปเท่าไร ป้องกันการนำเงินไปใช้ผิดประเภทจนทำให้หมุนเงินไม่ทัน ซึ่งหากเราบริหารส่วนนี้พลาดบ่อย ๆ อาจนำไปสู่ภาวะส่งบ้านไม่ไหวในระยะยาวได้
เตรียมเงินสำรองฉุกเฉินเพื่อลดความเสี่ยง
ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งปัญหาเจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือรายได้ที่อาจหดหายกะทันหัน การมีเงินสำรองฉุกเฉินก้อนหนึ่งที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าอย่างน้อย 3-6 เดือน จะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับกระแทกชั้นดี เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เรายังสามารถดึงเงินก้อนนี้มาจ่ายค่างวดเพื่อรักษาเครดิตไว้ได้ ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบมาโปะ ซึ่งจะยิ่งสร้างวงจรหนี้และตามมาด้วยปัญหาดอกเบี้ยปรับที่บานปลาย
วิธีรักษาวินัยการเงินสำหรับคนมีหลายภาระหนี้
หากเรามีภาระหนี้หลายก้อน ทั้งสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิต หรือหนี้ที่อยู่อาศัย การรักษาวินัยคือต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน ควรลิสต์รายการหนี้ทั้งหมดเพื่อดูว่ายอดไหนมีดอกเบี้ยสูงที่สุดแล้วพยายามโปะยอดนั้นก่อน พร้อมทั้งประเมินค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ เช่น หากกำลังวางแผนซื้อบ้านใหม่ ต้องเตรียมค่าโอนบ้านไว้ให้พร้อม และควรหมั่นศึกษาวิธีคิดดอกเบี้ยบ้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจภาระที่แท้จริงและจัดสรรเงินมาผ่อนชำระได้ตรงเวลาทุกงวด ป้องกันการผิดนัดได้อย่างเด็ดขาด
วางแผนรีไฟแนนซ์บ้านลดอัตราดอกเบี้ยกับ G H BANK
หากผ่อนบ้านมาสักระยะแล้วรู้สึกว่าอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวสูงขึ้น การมองหาทางเลือกรีไฟแนนซ์กับ G H BANK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง เพราะเรามีแคมเปญดอกเบี้ยต่ำที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่างวดต่อเดือนให้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้านใหม่ หรือใครที่สนใจกู้ซื้อบ้านมือสอง ธอส. ก็พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเองด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่
แม้จะทราบหลักการเบื้องต้นของข้อบังคับใหม่กันไปบ้างแล้ว แต่หลายคนก็อาจยังมีข้อสงสัยหรือความกังวลใจเกี่ยวกับรายละเอียดปลีกย่อยในทางปฏิบัติ เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับการประเมินค่าปรับล่าช้า เพื่อคลายข้อสงสัยและเป็นแนวทางที่ถูกต้องในการรับมือกับภาระหนี้สิน
จ่ายค่างวดช้า 1 วัน โดนดอกเบี้ยผิดนัดไหม
โดยหลักการแล้ว หากพ้นกำหนดชำระแม้เพียง 1 วัน สถาบันการเงินก็มีสิทธิ์ในการเริ่มคำนวณเบี้ยปรับล่าช้าได้ทันที อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งอาจมีระยะเวลาอนุโลมให้ประมาณ 1-3 วันแล้วแต่นโยบายของแต่ละแห่ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดทางระบบหรือการโอนเงินข้ามธนาคาร แต่ทางที่ดีที่สุดคือเราควรหลีกเลี่ยงการจ่ายช้า จ่ายให้ตรงวันอย่างสม่ำเสมอจะปลอดภัยที่สุดและไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าใช้จ่ายงอกเงย
เจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ไหม
ตามประมวลกฎหมายที่ถูกปรับปรุงใหม่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในระหว่างที่ลูกหนี้ตกอยู่ในภาวะผิดนัดชำระ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมารวมเป็นเงินต้นเพื่อนำไปคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่ซ้ำซ้อน หรือที่เรียกกันว่าการคิดดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด ข้อบังคับนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ภาระหนี้พุ่งสูงจนเกินขอบเขต และคุ้มครองให้เราจ่ายคืนในปริมาณที่เป็นธรรมตามความเป็นจริง
ขอปรับโครงสร้างหนี้ช่วยลดดอกเบี้ยผิดนัดได้หรือไม่
หากรู้ตัวว่าเริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ การเดินเข้าไปเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินคือทางออกที่ดีมาก สถาบันการเงินอาจพิจารณายืดระยะเวลาผ่อนชำระ ลดค่างวด หรือแม้กระทั่งพิจารณายกเว้นเบี้ยปรับล่าช้าที่เกิดขึ้นแล้วให้บางส่วนหากเราสามารถกลับมามีวินัยและทำตามข้อตกลงใหม่ได้ การเจรจาพูดคุยแต่เนิ่น ๆ จะช่วยระงับตัวเลขดอกเบี้ยผิดนัดไม่ให้เดินหน้าต่อและทำให้เราแก้หนี้ได้สำเร็จ
สรุป
การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายใหม่ถือเป็นผลดีที่ช่วยลดภาระหนักอึ้งให้แก่ลูกหนี้ ด้วยการคิดจากฐานเงินต้นที่ค้างจริงและตัดชำระแบบเรียงตามงวด แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษาวินัยทางการเงินให้สม่ำเสมอ หากใครกำลังมองหาสินเชื่อบ้านที่จริงใจและมีเงื่อนไขผ่อนปรน G H BANK ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิด มอบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ทุกคนก้าวข้ามทุกอุปสรรคทางการเงินและมีบ้านในฝันได้อย่างยั่งยืน
หากคุณสนใจขอสินเชื่อบ้านจาก ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ >>> ได้ที่นี่
หรือติดต่อได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ G H BANK Call Center : 0-2645-9000
ธอส. เพื่อนคู่คิดเรื่องบ้าน
- สนใจขอสินเชื่อบ้านกับ ธอส. : https://bit.ly/49Fiw9O
- แชทสอบถามปรึกษาสินเชื่อบ้าน : m.me/GHBANK