ปัญหาเงินเดือนออกปุ๊บหมดปั๊บ หรืออาการเงินไม่พอใช้ตอนสิ้นเดือน เป็นสถานการณ์ที่หลายคนมักต้องเผชิญ การรู้วิธีบริหารจัดการเงินจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะคนที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัวหรืออยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงได้รวบรวมวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ทำตามได้ง่ายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มาฝากกัน เพียงนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับแผนการเงินของคุณ รับรองว่าจะช่วยให้การออมเงินประสบความสำเร็จ และบอกลาภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้อย่างแน่นอน
- 10 วิธีเก็บเงินให้อยู่แบบเห็นผลจริง
- 1. ออมเงินด้วยเทคนิคการแบ่งเงิน 6 โหล (6 Jars)
- 2. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนและประกัน
- 3. เก็บแบงก์ 50 หรือแบงก์ Rare Item หยอดกระปุก
- 4. เปิดบัญชีเงินฝากประจำเพื่อสร้างวินัยที่เข้มงวด
- 5. สลากออมทรัพย์ ธอส.
- 6. เก็บเศษเหรียญจากเงินทอนในแต่ละวัน
- 7. ตั้งค่าหักเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ
- 8. ซื้อประกันสะสมทรัพย์เพื่อความคุ้มครองและเงินออม
- 9. ปรับพฤติกรรมงดซื้อของฟุ่มเฟือย
- 10. ลดการใช้บัตรเครดิต
- เคล็ดลับวางแผนเก็บเงินซื้อบ้านจาก G H Bank
- FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเก็บเงิน
- สรุป
10 วิธีเก็บเงินให้อยู่แบบเห็นผลจริง

สำหรับใครที่ลองพยายามมาแล้วหลายรอบแต่ก็ยังเก็บเงินไม่ได้ตามเป้าหมาย ลองมาดูเทคนิคเก็บเงินให้อยู่ทั้ง 10 ข้อนี้ ที่คัดมาแล้วว่าเวิร์กจริง และช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินให้มีเงินเหลือเก็บอย่างสม่ำเสมอ
1. ออมเงินด้วยเทคนิคการแบ่งเงิน 6 โหล (6 Jars)
การแบ่งเงินแบบ 6 โหล (6 Jars System) เป็นวิธีออมเงินให้อยู่ที่ช่วยจัดระเบียบรายรับได้อย่างชัดเจน โดยแบ่งเงินออกเป็น 6 ส่วนตามจุดประสงค์การใช้งาน ได้แก่
- โหลที่ 1 : สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน (55%) เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ
- โหลที่ 2 : เงินออมเพื่อนำไปลงทุนสร้าง Passive Income (10%)
- โหลที่ 3 : เงินออมระยะยาวสำหรับเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ (10%)
- โหลที่ 4 : เงินสำหรับพัฒนาตนเอง (10%) เช่น ซื้อหนังสือ หรือคอร์สเรียน
- โหลที่ 5 : เงินสำหรับให้รางวัลตัวเอง (10%) เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้
- โหลที่ 6 : เงินสำหรับบริจาคแบ่งปันสังคม (5%)
การจัดสรรเงินให้มีหน้าที่ชัดเจนแบบนี้ จะช่วยป้องกันการดึงเงินออมมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดี
2. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนและประกัน
มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีเงินได้ทุกปี สามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้กลายเป็นเงินออมได้ เพียงเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น SSF หรือ RMF รวมถึงการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองและผลตอบแทนจากการลงทุนตามแผนแล้ว เงินภาษีที่เคลมคืนกลับมาได้ ยังถือเป็นเงินก้อนที่ช่วยเพิ่มยอดเงินเก็บในบัญชีได้อีกทางหนึ่งด้วย
3. เก็บแบงก์ 50 หรือแบงก์ Rare Item หยอดกระปุก
ถือเป็นคลาสสิกเกมเก็บเงินที่ได้ผลเสมอสำหรับการตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ใช้ธนบัตรใบละ 50 บาท เนื่องจากแบงก์ 50 เป็นธนบัตรที่ไม่ได้หาได้ทั่วไปในเงินทอน เมื่อได้รับมาให้พับเก็บไว้หยอดกระปุกทันที หากทำแบบนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ สมมติว่าเก็บได้วันละ 1 ใบ เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินสะสมถึง 18,250 บาท ถือเป็นวิธีเก็บตังค์ให้อยู่ที่ทั้งสนุก เหมือนได้ทำภารกิจ และไม่สร้างความกดดันให้ตัวเองมากจนเกินไป
4. เปิดบัญชีเงินฝากประจำเพื่อสร้างวินัยที่เข้มงวด
หากรู้ตัวว่าเป็นคนที่ใจอ่อนกับตัวเองบ่อย ๆ แนะนำให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษีที่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องฝากเงินจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 24 หรือ 36 เดือน บัญชีประเภทนี้จะไม่สามารถถอนเงินออกมาก่อนกำหนดได้ หากถอนผิดเงื่อนไขก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ย จึงเป็นการดัดนิสัยคนเก็บเงินไม่อยู่ได้อย่างเด็ดขาด แถมเมื่อครบกำหนด ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วย
5. สลากออมทรัพย์ ธอส.
สำหรับใครที่ชอบการลุ้นโชค การแบ่งเงินมาซื้อสลากออมทรัพย์ธอส. ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะการออมรูปแบบนี้ตอบโจทย์ผู้ที่ไม่อยากรับความเสี่ยง เนื่องจากเงินต้นไม่หายและยังได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเมื่อฝากครบกำหนดตามเงื่อนไข นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ในทุก ๆ งวด ซึ่งสามารถนำเงินรางวัลที่ได้มาต่อยอดเงินเก็บให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว นับเป็นการออมเงินที่ทั้งมั่นคงและได้ลุ้นสนุกไปพร้อม ๆ กัน
6. เก็บเศษเหรียญจากเงินทอนในแต่ละวัน
อย่าดูถูกเศษเหรียญ 5 บาท หรือ 10 บาท ที่เหลือจากการซื้อของในแต่ละวัน ลองหากระปุกออมสินแบบทึบแสงมาวางไว้ที่มุมห้อง และนำเศษเหรียญที่เหลือกลับบ้านมาหยอดกระปุกทุกวันโดยไม่ต้องมัวนั่งนับ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ หรือเมื่อกระปุกเต็ม ลองแคะออกมานับดู อาจจะพบว่าเศษเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้รวมกันกลายเป็นเงินก้อนหลักพันหรือหลักหมื่นที่สามารถนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นต่อได้
7. ตั้งค่าหักเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ
หลักการสำคัญที่สุดของการออมคือ “ออมก่อนใช้” การตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ (Auto Transfer) ในแอปพลิเคชันธนาคารทันทีที่เงินเดือนเข้า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม โดยกำหนดให้หักเงิน 10-20% ของรายได้ โอนไปยังบัญชีเงินเก็บที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็มและไม่ผูกกับแอปฯ สำหรับจ่ายเงิน วิธีนี้ช่วยการันตีได้ว่าจะมีเงินเหลือเก็บชัวร์ ๆ เพราะเงินถูกย้ายไปซ่อนไว้ก่อนที่จะได้เห็นและเกิดกิเลสอยากใช้จ่าย
8. ซื้อประกันสะสมทรัพย์เพื่อความคุ้มครองและเงินออม
ประกันสะสมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ทั้งการเก็บเงินและการบริหารความเสี่ยง โดยผู้เอาประกันจะต้องชำระเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด และจะได้รับเงินก้อนคืนพร้อมผลตอบแทนตามเงื่อนไขเมื่อครบสัญญา นอกจากจะเป็นการบังคับออมเงินก้อนใหญ่ในระยะยาวแล้ว ยังมอบความคุ้มครองชีวิตเพื่อความอุ่นใจให้กับคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน
9. ปรับพฤติกรรมงดซื้อของฟุ่มเฟือย
ลองสำรวจตัวเองว่ามักจะเสียเงินไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็นเพื่อแลกกับความสุขชั่วคราวหรือไม่ เช่น กาแฟแบรนด์ดังทุกเช้า การชอปปิงออนไลน์ตอนดึก หรือการซื้อของตามกระแสเพียงเพราะคำว่า “ของมันต้องมี” ให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็น “ของมันต้องใช้” แทน หากอยากได้ของชิ้นไหน ให้ทิ้งเวลาไว้พิจารณาสัก 3-7 วันก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อเช็กว่านั่นคือความจำเป็นในชีวิต หรือแค่ความอยากรู้อยากได้ชั่ววูบ
10. ลดการใช้บัตรเครดิต
บัตรเครดิตเปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้เป็นและจ่ายเต็มจำนวนจะมีประโยชน์เรื่องสิทธิพิเศษ แต่หากขาดวินัยจะนำมาซึ่งหนี้สินพอกพูน การรูดซื้อสินค้าล่วงหน้าทำให้ไม่รู้สึกเสียดายเงินในทันที ทำให้มีโอกาสใช้จ่ายเกินตัวได้ง่าย ลองเปลี่ยนมาตรึงงบการใช้จ่ายด้วยเงินสด หรือใช้บัตรเดบิตที่จะหักเงินจากบัญชีทันที วิธีนี้จะช่วยให้เห็นยอดเงินคงเหลือที่แท้จริง และทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจก่อนจ่ายเงินได้มากกว่า
เคล็ดลับวางแผนเก็บเงินซื้อบ้านจาก G H Bank
การซื้อบ้านเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งเงินทุนก้อนแรกและวินัยในการผ่อนชำระระยะยาว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแนะนำเคล็ดลับสำหรับคนที่อยากมีบ้าน คือให้เริ่มต้น “ซ้อมผ่อนบ้าน” กับตัวเองก่อน โดยสำรวจว่าบ้านในฝันต้องใช้ยอดผ่อนต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ แล้วให้นำเงินจำนวนนั้นมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำทุกเดือนอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี
การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยพิสูจน์ความพร้อมทางการเงินว่าสามารถรับภาระหนี้ระยะยาวได้โดยไม่กระทบสภาพคล่องแล้ว เงินที่สะสมไว้ทั้งหมดนี้ยังกลายมาเป็น “เงินดาวน์บ้าน” หรือค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ได้อีกด้วย ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งสร้างประวัติการออมที่สวยงาม และมีทุนตั้งต้นในการขอสินเชื่อ
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเก็บเงิน
เรื่องของการออมเงินและการวางแผนการเงิน มักมีข้อสงสัยพื้นฐานที่หลายคนอยากรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้ถูกต้อง ธอส. ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่จะช่วยปลดล็อกข้อกังวลใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อายุ 30 ปี ควรมีเงินเก็บสำรองเท่าไหร่?
ตามหลักการวางแผนการเงินพื้นฐาน ควรมี “เงินออมฉุกเฉิน” สำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย แต่สำหรับวัย 30 ปีที่มีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น หากมีครอบครัวหรือมีหนี้สิน ควรเผื่อเงินสำรองก้อนนี้ไว้ที่ 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน
ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตเยอะ ควรเริ่มออมเงินหรือใช้หนี้ก่อนดี?
ควรจัดลำดับความสำคัญโดยมุ่งไปที่การ “ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง” อย่างหนี้บัตรเครดิตก่อนเป็นอันดับแรก เพราะดอกเบี้ยหนี้สินเติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ อย่างไรก็ตาม ควรแบ่งรายได้ส่วนน้อย (เช่น 5%) มาออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉินก้อนเล็ก ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องกลับไปพึ่งพาการรูดบัตรเครดิตซ้ำอีกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินเร่งด่วน
เงินเย็นกับเงินออมฉุกเฉิน ต่างกันอย่างไร?
เงินออมฉุกเฉิน คือเงินที่กันไว้ใช้ยามจำเป็นเร่งด่วน ควรเก็บในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ทันที ส่วนเงินเย็น คือเงินทุนที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายและเงินสำรองฉุกเฉินออกไปแล้วทั้งหมด เป็นเงินที่สามารถนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ โดยหากเกิดการขาดทุนก็จะไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน
สรุป
โดยสรุปแล้ว วิธีเก็บเงินให้อยู่ไม่ใช่เรื่องของการต้องหาเงินให้ได้จำนวนมหาศาลเสมอไป แต่อยู่ที่การมีวินัย รู้จักวางแผน และจัดสรรปันส่วนรายได้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายในชีวิต การเริ่มต้นสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับอนาคต
และเมื่อมีเงินออมที่พร้อมสำหรับการขยับขยายชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หากเป้าหมายนั้นคือการมี “บ้าน” เป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันของคุณให้เป็นจริง ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกความต้องการ มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น สนับสนุนให้คนไทยทุกคนมีบ้านเป็นของตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
หากคุณสนใจขอสินเชื่อบ้านจาก ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ >>> ได้ที่นี่
หรือติดต่อได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center : 0-2645-9000
สนใจขอสินเชื่อบ้าน ธอส. ได้ผ่านช่องทางบริการดังนี้
- ยื่นขอสินเชื่อบ้านด้วยตนเองผ่าน GHB ALL GEN : https://bit.ly/42bftBa
- ให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารติดต่อกลับเพื่อแนะนำสินเชื่อบ้าน : https://bit.ly/3ZfPKXv
- แชทสอบถามปรึกษาสินเชื่อบ้าน : m.me/GHBank
สามารถศึกษาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th