10 วิธีเก็บเงินให้อยู่ แก้ปัญหาเงินไม่พอใช้สิ้นเดือนแบบได้ผล

/
/
10 วิธีเก็บเงินให้อยู่ แก้ปัญหาเงินไม่พอใช้สิ้นเดือนแบบได้ผล

ปัญหาเงินเดือนออกปุ๊บหมดปั๊บ หรืออาการเงินไม่พอใช้ตอนสิ้นเดือน เป็นสถานการณ์ที่หลายคนมักต้องเผชิญ การรู้วิธีบริหารจัดการเงินจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะคนที่กำลังวางแผนสร้างครอบครัวหรืออยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงได้รวบรวมวิธีเก็บเงินให้อยู่ที่ทำตามได้ง่ายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มาฝากกัน เพียงนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับแผนการเงินของคุณ รับรองว่าจะช่วยให้การออมเงินประสบความสำเร็จ และบอกลาภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้อย่างแน่นอน

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

10 วิธีเก็บเงินให้อยู่แบบเห็นผลจริง

10 วิธีเก็บเงินให้อยู่

สำหรับใครที่ลองพยายามมาแล้วหลายรอบแต่ก็ยังเก็บเงินไม่ได้ตามเป้าหมาย ลองมาดูเทคนิคเก็บเงินให้อยู่ทั้ง 10 ข้อนี้ ที่คัดมาแล้วว่าเวิร์กจริง และช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินให้มีเงินเหลือเก็บอย่างสม่ำเสมอ

1. ออมเงินด้วยเทคนิคการแบ่งเงิน 6 โหล (6 Jars)

การแบ่งเงินแบบ 6 โหล (6 Jars System) เป็นวิธีออมเงินให้อยู่ที่ช่วยจัดระเบียบรายรับได้อย่างชัดเจน โดยแบ่งเงินออกเป็น 6 ส่วนตามจุดประสงค์การใช้งาน ได้แก่ 

  • โหลที่ 1 : สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน (55%) เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ 
  • โหลที่ 2 : เงินออมเพื่อนำไปลงทุนสร้าง Passive Income (10%) 
  • โหลที่ 3 : เงินออมระยะยาวสำหรับเป้าหมายใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ (10%) 
  • โหลที่ 4 : เงินสำหรับพัฒนาตนเอง (10%) เช่น ซื้อหนังสือ หรือคอร์สเรียน 
  • โหลที่ 5 : เงินสำหรับให้รางวัลตัวเอง (10%) เช่น ท่องเที่ยว ซื้อของที่อยากได้
  • โหลที่ 6 : เงินสำหรับบริจาคแบ่งปันสังคม (5%) 

การจัดสรรเงินให้มีหน้าที่ชัดเจนแบบนี้ จะช่วยป้องกันการดึงเงินออมมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ได้เป็นอย่างดี

2. ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการลงทุนและประกัน

มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเสียภาษีเงินได้ทุกปี สามารถเปลี่ยนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้กลายเป็นเงินออมได้ เพียงเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่นำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น SSF หรือ RMF รวมถึงการซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เพราะนอกจากจะได้รับความคุ้มครองและผลตอบแทนจากการลงทุนตามแผนแล้ว เงินภาษีที่เคลมคืนกลับมาได้ ยังถือเป็นเงินก้อนที่ช่วยเพิ่มยอดเงินเก็บในบัญชีได้อีกทางหนึ่งด้วย

3. เก็บแบงก์ 50 หรือแบงก์ Rare Item หยอดกระปุก

ถือเป็นคลาสสิกเกมเก็บเงินที่ได้ผลเสมอสำหรับการตั้งกฎกับตัวเองว่าจะไม่ใช้ธนบัตรใบละ 50 บาท เนื่องจากแบงก์ 50 เป็นธนบัตรที่ไม่ได้หาได้ทั่วไปในเงินทอน เมื่อได้รับมาให้พับเก็บไว้หยอดกระปุกทันที หากทำแบบนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ สมมติว่าเก็บได้วันละ 1 ใบ เมื่อครบ 1 ปี จะมีเงินสะสมถึง 18,250 บาท ถือเป็นวิธีเก็บตังค์ให้อยู่ที่ทั้งสนุก เหมือนได้ทำภารกิจ และไม่สร้างความกดดันให้ตัวเองมากจนเกินไป

4. เปิดบัญชีเงินฝากประจำเพื่อสร้างวินัยที่เข้มงวด

หากรู้ตัวว่าเป็นคนที่ใจอ่อนกับตัวเองบ่อย ๆ แนะนำให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษีที่มีเงื่อนไขบังคับให้ต้องฝากเงินจำนวนเท่า ๆ กันทุกเดือนในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 24 หรือ 36 เดือน บัญชีประเภทนี้จะไม่สามารถถอนเงินออกมาก่อนกำหนดได้ หากถอนผิดเงื่อนไขก็จะไม่ได้รับดอกเบี้ย จึงเป็นการดัดนิสัยคนเก็บเงินไม่อยู่ได้อย่างเด็ดขาด แถมเมื่อครบกำหนด ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วย

5. สลากออมทรัพย์ ธอส.

สำหรับใครที่ชอบการลุ้นโชค การแบ่งเงินมาซื้อสลากออมทรัพย์ธอส. ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะการออมรูปแบบนี้ตอบโจทย์ผู้ที่ไม่อยากรับความเสี่ยง เนื่องจากเงินต้นไม่หายและยังได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเมื่อฝากครบกำหนดตามเงื่อนไข นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ในทุก ๆ งวด ซึ่งสามารถนำเงินรางวัลที่ได้มาต่อยอดเงินเก็บให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว นับเป็นการออมเงินที่ทั้งมั่นคงและได้ลุ้นสนุกไปพร้อม ๆ กัน 

6. เก็บเศษเหรียญจากเงินทอนในแต่ละวัน

อย่าดูถูกเศษเหรียญ 5 บาท หรือ 10 บาท ที่เหลือจากการซื้อของในแต่ละวัน ลองหากระปุกออมสินแบบทึบแสงมาวางไว้ที่มุมห้อง และนำเศษเหรียญที่เหลือกลับบ้านมาหยอดกระปุกทุกวันโดยไม่ต้องมัวนั่งนับ เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ หรือเมื่อกระปุกเต็ม ลองแคะออกมานับดู อาจจะพบว่าเศษเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้รวมกันกลายเป็นเงินก้อนหลักพันหรือหลักหมื่นที่สามารถนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นต่อได้

7. ตั้งค่าหักเงินเดือนเข้าบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ

หลักการสำคัญที่สุดของการออมคือ “ออมก่อนใช้” การตั้งค่าโอนเงินอัตโนมัติ (Auto Transfer) ในแอปพลิเคชันธนาคารทันทีที่เงินเดือนเข้า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม โดยกำหนดให้หักเงิน 10-20% ของรายได้ โอนไปยังบัญชีเงินเก็บที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็มและไม่ผูกกับแอปฯ สำหรับจ่ายเงิน วิธีนี้ช่วยการันตีได้ว่าจะมีเงินเหลือเก็บชัวร์ ๆ เพราะเงินถูกย้ายไปซ่อนไว้ก่อนที่จะได้เห็นและเกิดกิเลสอยากใช้จ่าย

8. ซื้อประกันสะสมทรัพย์เพื่อความคุ้มครองและเงินออม

ประกันสะสมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์ทั้งการเก็บเงินและการบริหารความเสี่ยง โดยผู้เอาประกันจะต้องชำระเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด และจะได้รับเงินก้อนคืนพร้อมผลตอบแทนตามเงื่อนไขเมื่อครบสัญญา นอกจากจะเป็นการบังคับออมเงินก้อนใหญ่ในระยะยาวแล้ว ยังมอบความคุ้มครองชีวิตเพื่อความอุ่นใจให้กับคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน

9. ปรับพฤติกรรมงดซื้อของฟุ่มเฟือย

ลองสำรวจตัวเองว่ามักจะเสียเงินไปกับสิ่งของที่ไม่จำเป็นเพื่อแลกกับความสุขชั่วคราวหรือไม่ เช่น กาแฟแบรนด์ดังทุกเช้า การชอปปิงออนไลน์ตอนดึก หรือการซื้อของตามกระแสเพียงเพราะคำว่า “ของมันต้องมี” ให้ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่เป็น “ของมันต้องใช้” แทน หากอยากได้ของชิ้นไหน ให้ทิ้งเวลาไว้พิจารณาสัก 3-7 วันก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อเช็กว่านั่นคือความจำเป็นในชีวิต หรือแค่ความอยากรู้อยากได้ชั่ววูบ

10. ลดการใช้บัตรเครดิต

บัตรเครดิตเปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้เป็นและจ่ายเต็มจำนวนจะมีประโยชน์เรื่องสิทธิพิเศษ แต่หากขาดวินัยจะนำมาซึ่งหนี้สินพอกพูน การรูดซื้อสินค้าล่วงหน้าทำให้ไม่รู้สึกเสียดายเงินในทันที ทำให้มีโอกาสใช้จ่ายเกินตัวได้ง่าย ลองเปลี่ยนมาตรึงงบการใช้จ่ายด้วยเงินสด หรือใช้บัตรเดบิตที่จะหักเงินจากบัญชีทันที วิธีนี้จะช่วยให้เห็นยอดเงินคงเหลือที่แท้จริง และทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจก่อนจ่ายเงินได้มากกว่า

เคล็ดลับวางแผนเก็บเงินซื้อบ้านจาก G H Bank

การซื้อบ้านเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งเงินทุนก้อนแรกและวินัยในการผ่อนชำระระยะยาว ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ขอแนะนำเคล็ดลับสำหรับคนที่อยากมีบ้าน คือให้เริ่มต้น “ซ้อมผ่อนบ้าน” กับตัวเองก่อน โดยสำรวจว่าบ้านในฝันต้องใช้ยอดผ่อนต่อเดือนประมาณเท่าไหร่ แล้วให้นำเงินจำนวนนั้นมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำทุกเดือนอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาอย่างน้อย 1-2 ปี 

การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยพิสูจน์ความพร้อมทางการเงินว่าสามารถรับภาระหนี้ระยะยาวได้โดยไม่กระทบสภาพคล่องแล้ว เงินที่สะสมไว้ทั้งหมดนี้ยังกลายมาเป็น “เงินดาวน์บ้าน” หรือค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ได้อีกด้วย ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งสร้างประวัติการออมที่สวยงาม และมีทุนตั้งต้นในการขอสินเชื่อ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีเก็บเงิน

เรื่องของการออมเงินและการวางแผนการเงิน มักมีข้อสงสัยพื้นฐานที่หลายคนอยากรู้เพื่อนำไปปรับใช้ให้ถูกต้อง ธอส. ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่จะช่วยปลดล็อกข้อกังวลใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อายุ 30 ปี ควรมีเงินเก็บสำรองเท่าไหร่?

ตามหลักการวางแผนการเงินพื้นฐาน ควรมี “เงินออมฉุกเฉิน” สำรองไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย แต่สำหรับวัย 30 ปีที่มีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น หากมีครอบครัวหรือมีหนี้สิน ควรเผื่อเงินสำรองก้อนนี้ไว้ที่ 6-12 เดือนของค่าใช้จ่ายรายเดือน

ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตเยอะ ควรเริ่มออมเงินหรือใช้หนี้ก่อนดี?

ควรจัดลำดับความสำคัญโดยมุ่งไปที่การ “ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง” อย่างหนี้บัตรเครดิตก่อนเป็นอันดับแรก เพราะดอกเบี้ยหนี้สินเติบโตเร็วกว่าดอกเบี้ยเงินฝากเสมอ อย่างไรก็ตาม ควรแบ่งรายได้ส่วนน้อย (เช่น 5%) มาออมเป็นเงินสำรองฉุกเฉินก้อนเล็ก ๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องกลับไปพึ่งพาการรูดบัตรเครดิตซ้ำอีกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินเร่งด่วน

เงินเย็นกับเงินออมฉุกเฉิน ต่างกันอย่างไร?

เงินออมฉุกเฉิน คือเงินที่กันไว้ใช้ยามจำเป็นเร่งด่วน ควรเก็บในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีออมทรัพย์ที่ถอนได้ทันที ส่วนเงินเย็น คือเงินทุนที่เหลือจากการหักค่าใช้จ่ายและเงินสำรองฉุกเฉินออกไปแล้วทั้งหมด เป็นเงินที่สามารถนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพื่อหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ โดยหากเกิดการขาดทุนก็จะไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน

สรุป

โดยสรุปแล้ว วิธีเก็บเงินให้อยู่ไม่ใช่เรื่องของการต้องหาเงินให้ได้จำนวนมหาศาลเสมอไป แต่อยู่ที่การมีวินัย รู้จักวางแผน และจัดสรรปันส่วนรายได้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายในชีวิต การเริ่มต้นสร้างพฤติกรรมการใช้เงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับอนาคต

และเมื่อมีเงินออมที่พร้อมสำหรับการขยับขยายชีวิตให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หากเป้าหมายนั้นคือการมี “บ้าน” เป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันของคุณให้เป็นจริง ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทุกความต้องการ มาพร้อมอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมและเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่น สนับสนุนให้คนไทยทุกคนมีบ้านเป็นของตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

หากคุณสนใจขอสินเชื่อบ้านจาก ธอส. สามารถทำการกรอกข้อมูล เพื่อขอคำแนะนำด้านสินเชื่อ และให้เจ้าหน้าที่ธนาคารติดต่อกลับ >>> ได้ที่นี่

หรือติดต่อได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center : 0-2645-9000

สนใจขอสินเชื่อบ้าน ธอส. ได้ผ่านช่องทางบริการดังนี้

  • ยื่นขอสินเชื่อบ้านด้วยตนเองผ่าน GHB ALL GEN : https://bit.ly/42bftBa
  • ให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารติดต่อกลับเพื่อแนะนำสินเชื่อบ้าน : https://bit.ly/3ZfPKXv
  • แชทสอบถามปรึกษาสินเชื่อบ้าน : m.me/GHBank

สามารถศึกษาผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.ghbank.co.th

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
-

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง

เรื่องที่คุณ
อาจสนใจ

ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) คืออะไร? ทำไมถึงน่าซื้อกว่าบ้านใหม่? ธอส. พาเจาะลึกข้อดี วิธีเลือกซื้อบ้าน NPA ให้คุ้มค่า ราคาประหยัด พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ
งูเข้าบ้านหมายถึงอะไร? เป็นลางบอกเหตุโชคลาภหรือเตือนภัย? เช็กความหมายตามความเชื่อโบราณ พร้อมดูเลขเด็ดงูเข้าบ้านที่คอหวยต้องรู้ อ่านเลยที่ ธอส.
ธอส. แจกปฏิทินฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ 2569 เลือกวันดี วันธงชัย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว พร้อมเคล็ดลับเตรียมตัวก่อนย้ายเข้าบ้านใหม่ ทำแล้วเฮง ชีวิตราบรื่น ร่ำรวย

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก
เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก
เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ติดตามข่าวสารจาก GH BANK

อัปเดตทุก เรื่องบ้าน

อัพเดตเรื่องบ้านก่อนใคร รู้ก่อนได้เปรียบ

ค้นหาตาม Keyword เช่น การเงิน, การลงทุน, สินเชื่อ, บ้าน