เริ่มต้นมีบ้าน

10 ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านที่ควรรู้

ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านไม่ได้มีแค่ ‘ราคาบ้าน’ เท่านั้น หลายคนที่เข้าใจผิดอาจไม่ได้เตรียมเงินเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ จนเมื่อจะซื้อบ้านจริงๆ อาจเกิดปัญหาเงินไม่พอจนบ้านที่ตั้งใจจะซื้อต้องหลุดลอยไป…

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว เราจึงควรมาทำความรู้จักค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่นอกเหนือจากราคาบ้าน เพื่อที่ว่าเราจะได้เตรียมค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านให้เพียงพอ ซึ่งในท้ายบทความเราจะมาสรุปกันว่า คุณควรเตรียมเงินไว้เท่าไร เมื่อคิดจะซื้อบ้าน

เตรียมพร้อม! 10 ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน

1.ค่าจองและทำสัญญา (ค่ามัดจำ)

ค่าจอง อาจเรียกง่ายๆ ว่า “เงินจอง” เป็นเงินที่เราจะต้องนำไปให้กับผู้ขายเพื่อเป็นการรับประกันว่าเราต้องการซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมนี้จริงๆ ไม่ว่าจะการจองตั้งแต่ก่อนก่อสร้างหรือภายหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ขายหรือโครงการ แต่มักจะมีราคาหลักหมื่นขึ้นไป 

หลังจากวางเงินจองแล้ว คุณจะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งระบุรายละเอียดและค่าใช้จ่ายต่างๆ ว่าใครคือผู้รับผิดชอบ จำนวนเท่าไหร่ คุณควรอ่านและศึกษารายละเอียดของสัญญาก่อนลงนาม โดยสัญญาจะซื้อจะขายต้องมีคู่ฉบับให้ผู้ซื้อ – ผู้ขายลงนาม และถือไว้เป็นหลักฐานคนละฉบับ หลายโครงการกำหนดให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อทำสัญญาจะซื้อจะขาย

2.ค่าดาวน์

สำหรับข้อนี้ ทุกคนที่ตั้งใจจะซื้อบ้านคงน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี และเป็นเงินส่วนที่มักจะเตรียมมาแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้เปรียบเสมือนเงินจองในอีกขั้น เพราะไม่ใช่เงินแค่หมื่นต้นๆ แต่เงินดาวน์จะมีตั้งแต่ 5% – 10% ของราคาบ้าน เช่น หากซื้อบ้านราคา 1,000,000 บาท คุณจะต้องเตรียมเงินเป็นค่าดาวน์ 50,000 – 100,000 บาท 

3.ค่าประเมินราคาเมื่อขอสินเชื่อ

เงินส่วนนี้เป็นเงินที่ธนาคารเรียกเก็บจากคุณเป็นค่าดำเนินการในการประเมินมูลค่าบ้านเพื่อที่ธนาคารจะได้นำมาประเมินวงเงินสินเชื่อให้คุณ ซึ่งค่าประเมินราคาจะมีราคาประมาณ 1,000 – 3,000 บาท แล้วแต่ธนาคาร นั่นหมายความว่า ถ้าคุณยื่นขอสินเชื่อจากหลายธนาคาร คุณก็ต้องจ่ายค่าประเมินราคาให้กับทุกเจ้า

ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านบางโครงการของบางธนาคารอาจยกเว้นค่าประเมินราคา หรือบางที่อาจมีโปรโมชั่นฟรีค่าประเมินให้

4.ค่าจดจำนอง

ค่าจดจำนองจริงๆ แล้วคือค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนกับกรมที่ดิน ซึ่งคิดเป็น 1% ของวงเงินจำนอง หรือราว 1% ของยอดกู้ (กรณีที่ขอสินเชื่อกับธนาคาร) เช่น ได้วงเงินกู้ 1,000,000 บาท ต้องเตรียมเงินจำนองจำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ จะมีค่าอากรแสตมป์ราคา 0.50% ของราคาซื้อ-ขาย ซึ่งควรเจรจากับผู้ขายและควรระบุในสัญญาจะซื้อจะขายให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าโอน

5.ค่าโอนกรรมสิทธิ์

ค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์นั้นจะจ่ายให้กับกรมที่ดินเช่นเดียวกับค่าจดจำนอง โดยกรมที่ดินคิดค่าจดทะเบียนสิทธิ 2% จากราคาประเมิน และสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ผู้ซื้อกับผู้ขายควรตกลงว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งกันรับผิดชอบฝ่ายละ 1%

6.ค่าเบี้ยประกันภัยบ้าน

เป็นอีกค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง หลายคนอาจคิดว่าไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านเลยก็ได้ แต่จริงๆ แล้ว อย่างน้อย เมื่อขอสินเชื่อบ้านแล้ว อย่างไรก็จะต้องทำประกันวินาศภัยหรืออัคคีภัยตามกฎหมาย ซึ่งเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับมุูลค่าบ้าน บ้านราคาสูง ค่าเบี้ยประกันสูงกว่าบ้านราคาต่ำจะอยู่ในช่วง 1,000 บาทขึ้นไป ต่อปี (สำหรับบางธนาคารอาจเรียกเก็บพร้อมค่าผ่อนรายเดือนอยู่แล้ว)

7.ค่ามิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้า

สำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านส่วนนี้ จะแตกต่างกันไปตามบ้านแต่ละประเภทโดยขึ้นอยู่กับมาตรวัด ขนาดมิเตอร์ และจำนวนกระแสน้ำ-ไฟที่ปล่อยได้ อาจมีได้ทั้งค่าติดตั้งมิเตอร์ ค่าประกันมิเตอร์ และค่าประกันการใช้น้ำ-ไฟฟ้า เมื่อรวมกันทั้งหมดจะอยู่ในช่วงหลักพันถึงหลักหมื่น

8.ค่าส่วนกลาง (ถ้ามี)

หากเป็นบ้านเดี่ยวไม่ได้มีโครงการดูแลต่อหลังจากการขาย ก็จะไม่มีค่าส่วนกลาง แต่สำหรับคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร บ้านในหมู่บ้านของโครงการ จะมีค่าส่วนกลางสำหรับบริหาร ปรับปรุง และพัฒนาโครงการ เช่น ค่าระบบรักษาความปลอดภัย ค่าบำรุงรักษาสินทรัพย์ในโครงการ ค่าใช้บริการสินทรัพย์หรือสถานที่ส่วนกลาง เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนกลางจะขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ โดยเก็บตามขนาดพื้นที่ห้องชุดหรือขนาดเนื้อที่ดินกรณีที่ดินอาคาร

9.งบเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

แม้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านโดยตรง แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางทีก็เป็นค่าใช้จ่ายที่อาจงอกขึ้นมาเรื่อยๆ หากไม่วางแผนก่อน แนะนำว่า ในระหว่างที่คุณกำลังเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน ให้คุณประเมินและวางแผนซื้อเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมกับราคาบ้านที่ต้องการไว้ด้วย

10.งบตกแต่งบ้าน

เช่นเดียวกับข้อข้างบน คุณควรที่จะตั้งงบประมาณก่อนที่จะออกไปซื้อของมาตกแต่งบ้าน และลองคิดว่าจะใช้เงินส่วนนี้กับอะไรบ้างให้คุ้มค่าที่สุด และคิดหาวิธีที่จะตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ได้แบบประหยัด

สรุปแล้วเราควรเก็บเงินเท่าไรเพื่อซื้อบ้าน?

รูปภายในบทความ ค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้าน

โดยทั่วไปธนาคารจะปล่อยสินเชื่อให้คุณราว 85% – 95% เมื่อรวมค่าใช้ค่าจ่ายต่างๆข้างต้นแล้วนั่นหมายความว่า คุณต้องเตรียมเงินส่วนต่างจากสินเชื่อราว 10%-20%

หากคุณอยากลดค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านลง หนึ่งในวิธีที่ทำได้ คือ การเลือกสินเชื่อที่ดอกเบี้ยถูก ให้วงเงินได้สูง หรือมองหาสินเชื่อที่งดเว้นค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าประเมินราคา เพื่อให้คุณมีเงินสำหรับการซื้อบ้านจริงๆ สูงขึ้น หรือกู้ได้มากขึ้น และเงินที่เหลือจะได้ใช้เป็นค่าซื้อสิ่งของและตกแต่งบ้านต่อไป

และสำหรับการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน ซึ่งอาจอาศัยระยะเวลานานหลายปี ขอแนะนำให้เลือกบัญชีเงินฝากประจำเพื่อที่คุณจะได้ดอกเบี้ยปันผลสูง และยังช่วยไม่ให้ถอนเงินออกมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ และที่สำคัญคือคุณต้องฝากอย่างสม่ำเสมอและมีเกณฑ์ขั้นต่ำในการฝากด้วย 

…เพื่อให้บ้านในฝันเข้าใกล้ความเป็นจริงในทุกๆ เดือน

PostFooter เทคนิคเก็บเงินซื้อบ้าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

6 ข้อควรรู้เมื่อจะซื้อบ้านหลังแรก [คู่มือสำหรับมือใหม่ที่อยากมีบ้าน]

เพราะบ้านไม่ใช่สินค้าที่สามารถตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์และความชอบได้เพียงอย่างเดียว ยิ่งถ้าเป็นบ้านหลังแรกที่เป็นเหมือนบ้านในฝัน ซึ่งคุณใช้เวลาเก็บหอมรอมริบเงินมาเป็นระยะเวล...

อ่านรายละเอียด

ทำความรู้จักการรังวัดที่ดิน ก่อนเสียพื้นที่ไปแบบฟรีๆ 

สำหรับคนที่อยากครอบครองที่ดินและต้องการทำการซื้อ-ขายที่ดิน นอกจากจะต้องตรวจสอบในเรื่องของโฉนดที่ดิน, ราคา, กฎหมาย, ค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมไปถึงทำเลที่ต้องการซื้อแล้ว สิ่งหนึ่...

อ่านรายละเอียด

กู้ซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำ ใครๆ ก็ทำได้ [เทคนิคกู้ซื้อบ้านสำหรับมือใหม่]

‘บ้าน’ ถือเป็นทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากจะมีไว้ในครอบครอง แต่ด้วยราคาที่สูงและใช้เวลาผ่อนกันนานหลายสิบปี ทำให้มีขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อที่ค่อนข้างนาน และหลายค...

อ่านรายละเอียด

ค้นหาตาม Keyword เช่น การเงิน, การลงทุน, สินเชื่อ, บ้าน

Slide In ผ่อนบ้านอย่างไร